“วังท่าพระ” เท่าที่รู้ “สนามจันทร์” เท่าที่เห็น

1006

ย้อนหลังไปเมื่อเดือนพฤษภาคม 2542 นั่นเป็นครั้งแรกที่เราได้รู้จักกับ “มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตวังท่าพระ” ในฐานะ “นักศึกษาคณะโบราณคดี” ก่อนหน้านี้…เคยได้ยินชื่อของมหาลัยแห่งนี้มาบ้าง และรู้เพียงว่าเป็นมหาลัยในฝันของเด็กศิลปะแทบทุกคน แต่คนที่กำลังจะเข้าไปอยู่ในกลิ่นอายของศิลปะคนนี้ ความสามารถด้านการวาดรูปเป็นศูนย์ ^-^

ความรู้สึกแรกเมื่อได้ย่างเหยียบเข้าไปในมหาลัยแห่งนี้ ก็สัมผัสได้ถึงความร่มรื่นของต้นไม้น้อยใหญ่มากมาย พอเดินผ่านประตูเข้าไปก็จะพบกับ “หอศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร” ที่ยังคงอนุรักษ์ตัวสถาปัตยกรรมเดิมไว้นั่นคือ “ท้องพระโรง” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวังท่าพระ อันเป็นที่ประทับของสมเด็จเจ้าฟ้า กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์

ปัจจุบันหอศิลป์เป็นที่จัดแสดงนิทรรศการศิลปะทุกประเภท อาทิ การแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ การแสดงศิลปกรรมร่วมสมัยของศิลปินรุ่นเยาว์ การแสดงศิลปะเครื่องปั้นดินเผาแห่งชาติ ซึ่งเป็นการ แสดงศิลปะที่มีความสำคัญ และจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เช่นเดียวกับการจัดแสดงผลงานของคณาจารย์ ตลอดจนผลงานวิทยานิพนธ์ และศิลปนิพนธ์ของนักศึกษาคณะวิชาทางศิลปะและการออกแบบ

ส่วนทางซ้ายมือเป็นที่ตั้งของ “หอสมุดกลาง” ซึ่งนับเป็นหอสมุดทางศิลปะที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ และเป็นศูนย์กลางข้อมูลทางศิลปะ ในชีวิตนี้ตั้งแต่เข้าห้องสมุดมา เรารักห้องสมุดนี้มากที่สุดเลย เพราะเป็นห้องสมุดที่เป็นกันเอง สามารถพูดคุยปรึกษาการบ้าน และรายงานกับเพื่อนๆ ได้อย่างสนุกสนานและครื้นเครงสุดๆ ที่นี่นับเป็นบ้านหลังที่สองของฉันและเพื่อนๆ รองจากห้องเรียนเลย เพราะเป็นสถานที่นัดรวมพลเพื่อนๆ แทบทุกครั้ง แม้กระทั่งเรียนจบมาแล้ว นัดเจอกันทีไรก็ต้องเป็นที่หน้า “หอสมุด” ทุกทีเลย

เมื่อเดินเลยจากหอศิลป์ไป เราก็จะเข้าสู่บริเวณของ “สวนแก้ว” หรือที่เราชอบเรียกว่า “ดงเด็ก dec” เพราะที่นี่เป็นแหล่งรวมของนักศึกษาคณะมัณฑนศิลป์ หรือที่ใครๆ เรียกกันว่าเด็ก dec ซึ่งย่อมาจากคำว่า decorate นั่นเอง

ภายในสวนแก้วมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คือ “ศาลเจ้าแม่เฮงหลุย” ซึ่งเดิมคือศาลพระภูมิของวังท่าพระ คาดว่า สมเด็จพระบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์สร้างขึ้นเป็นศาลพระภูมิประจำวัง ตั้งแต่ ปี พ.ศ.2426 เมื่อมหาวิทยาลัยศิลปากรได้ขยายสถานที่มายัง “วังท่าพระ” เมื่อปี พ.ศ.2507 บริเวณศาลมีสิ่งของต่างๆ ทิ้งอยู่โดยรอบ เช่น ตุ๊กตาแก้บน ศาลที่ชำรุด ส่วนภายในมีเทวรูปทราย 1 องค์ เทวรูปพระพิฆเนศ 1 องค์

เวลาที่เดินผ่านสวนแก้ว เราก็จะเห็นนักเรียน นักศึกษานั่งวาดภาพบนกระดาน เป็นภาพที่เราเห็นจนคุ้นตา ความร่มรื่นภายในสวนแก้ว และพลังงานความอบอุ่นบางอย่างที่เราสัมผัสได้ทุกครั้งที่ก้าวเข้ามาในบริเวณนี้ นอกจากนี้ยังจะได้เพลิดเพลินไปกับประติมากรรมกลางแจ้งที่ชื่อว่า “การเคลื่อนไหวของคน” ซึ่งเป็นผลงานของศิลปินที่มีชื่อเสียง งานแต่ละชิ้นล้วนมีความงดงามน่าชมไม่น้อยเลยทีเดียว

ออกจากสวนแก้วแล้วเดินตรงไปข้างหน้าไม่ไกลก็จะเห็นตึกสีขาวมีป้ายไม่ใหญ่มากติดไว้ว่า “คณะโบราณคดี” ถึงแล้วค่ะ คณะของเราเอง

“คณะโบราณคดี” เป็นคณะที่ 3 ของมหาวิทยาลัยศิลปากร รองจากคณะจิตรกรรม ประติมากรรม และภาพพิมพ์ และคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2498 โดยมีจุดมุ่งหมายหลักให้เป็นคณะวิชาที่ผลิตครูอาจารย์และนักโบราณคดี รวมทั้งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับงานโบราณคดีเพื่อปฏิบัติหน้าที่ในกองโบราณคดีของกรมศิลปากร หรืองานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับโบราณคดี ประกอบด้วย 7 สาขา คือ โบราณคดี ประวัติศาสตร์ศิลปะ ภาษาไทย มานุษยวิทยา ภาษาอังกฤษ ภาษาฝรั่งเศส และประวัติศาสตร์ท้องถิ่น

“คณะโบราณคดี” มีเพียงแต่ตึกเดียว เป็นอาคาร 5 ชั้น ไว้สำหรับให้นักศึกษาเรียน หน้าคณะมีม้านั่ง เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของเด็กโบราณ โดยเฉพาะบริเวณใต้ต้นกร่าง ต้นไม้ขนาดใหญ่ที่ให้ร่มเงาแก่พวกเรามานาน ใต้ต้นกร่างเป็นที่ชุมนุมของรุ่นพี่ ตอนนั้นด้วยความที่ยังเป็นน้องปี 1 จะรู้สึกกลัวทุกครั้งที่ต้องเดินผ่านแถวนี้ ไม่รู้ว่าทำไม แต่จริงๆ แล้วมันไม่มีอะไรเลยค่ะ มันเป็นแค่ที่รวมของพี่ๆ ก็เท่านั้นเอง

ตรงข้ามกับคณะของเราเป็นโรงอาหารค่ะ ซึ่งทุกคนที่นี่จะเรียกกันว่า “ยูเนียน” มันเป็นส่วนหนึ่งของห้องประชุม ยูเนียนของเราเล็กๆ น่ารัก มีร้านอาหาร 3 ร้าน และร้านน้ำ 2 ร้านเท่านั้นค่ะ แต่เดี๋ยวนี้ยูเนียนปรับปรุงใหม่แล้วค่ะ หน้าตาสวยงาม น่านั่งกินข้าวมากๆ ค่ะ

ติดกับคณะโบราณคดีเป็นที่ตั้งของ “คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์” ซึ่งเป็นตึกเดียวเหมือนกับโบราณนี่ล่ะค่ะ เวลาเดินผ่านหน้าคณะก็จะมีหนุ่มผมยาว แต่ไม่เซอร์ นั่งจับกลุ่มกันคุยกันหน้าคณะ ความทรงจำที่มีต่อถาปัดคงเป็น “กลอง” ที่ใช้ตีตอนรับน้องใหม่ โดยเค้าจะใช้ “กลองทัด” ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่ากลองทั่วไป และใช้ไม้ในการตี ให้ความรู้สึกถึงความฮึกเหิมและยิ่งใหญ่ดีอ๊ะ

ตรงข้ามกับถาปัดเป็นตึก dec ค่ะ คณะที่ใครหลายๆ คนกรี๊ด เพราะมีแต่คนหน้าตาดีๆ เหอๆ เค้าก็หน้าตาดีกันจริงๆ อ่ะค่ะทั้งผู้ชายและผู้หญิง สำหรับคณะนี้ เราได้แค่เดินผ่านเหมือนกันค่ะ ได้เข้าไปเรียนตึกนี้บ้างตอนปี 1 เพราะชั้นล่างของตึกนี้เป็นห้องเรียนรวมที่เด็กปี 1 ทุกคนต้องมาเรียนกันค่ะ

สุดท้ายเราก็เดินมาถึง “คณะจิตรกรรม ประติมากรรม และภาพพิมพ์” ขอเรียกสั้นๆ ว่า “จิดกำ” นะคะ เมื่อก้าวเข้าไปในโซนของจิดกำแล้วล่ะก็ สิ่งแรกที่เราเห็นเด่นเป็นสง่าเลยก็คือ “อนุสาวรีย์อาจารย์ศิลป์ พีระศรี” ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยศิลปากร และได้รับการยกย่องเป็นปูชนียบุคคลของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ ทุกๆ วันที่ 15 กันยายนของทุกปี จะมีการจัดงานรำลึกถึงอาจารย์ศิลป์ โดยมีการจุดเทียนและร้องเพลง Santa Lucia ซึ่งเป็นเพลงประจำมหาวิทยาลัย ทั่วทั้งลานแห่งนี้จะเต็มไปด้วยแสงเทียน และเสียงเพลงอันไพเราะที่ร้องออกมาจากใจของพวกเราชาวศิลปากรทุกคน

รู้จักวังท่าพระกันพอหอมปากหอมคอแล้ว เราจะพาไปรู้จัก “สนามจันทร์” กันบ้างนะคะ สำหรับความทรงจำที่มีต่อสนามจันทร์นี่ก็จะยิ่งเลือนรางไปอีก เพราะเป็นเด็กท่าพระอ่ะเนอะ ความรู้สึกแรกที่ได้ไปเยือนสนามจันทร์ ก็คงเป็นความตื่นเต้น ตื่นตาตื่นใจไปกับความกว้างใหญ่ไพศาลของมหาวิทยาลัย

4 ปีในรั้วศิลปากรแห่งนี้ เรามีโอกาสได้ไปที่นี่เพียงไม่กี่ครั้ง นั่นก็คือ ตอนรับน้อง กีฬาเฟรชชี่ และตอนรับปริญญา ความประทับใจที่มีต่อวิทยาเขตนี้เรื่องแรกคงจะต้องเทให้ “น้ำโหลแก้ว” หากใครที่เคยกินน้ำที่เพชรช็อป คงจำได้ มันคือการเสิร์ฟน้ำในโหลแก้วใส ซึ่งเป็นขวดใส่กาแฟ แล้วนำมาใช้แทนแก้วน้ำ สั่งมาโหลเดียว ดับกระหาย ดื่มกันไปยาวๆ เลยจ้า

“สะพานสระแก้ว” เป็นอีกหนึ่งแห่งที่ชอบมากๆ มันคือสะพานไม้ที่ทอดยาวกลางสระแก้ว ยิ่งถ้ามาได้นั่งเล่นบนสะพานแห่งนี้ตอนช่วงเย็นๆ นั่งรับลมเย็นๆ มองสายน้ำไหลผ่านไปอย่างเอื่อยๆ เป็นอะไรที่ผ่อนคลายดีเหมือนกันนะเออ

อีกสิ่งหนึ่งที่เลิฟมากๆ เลยก็คงเป็นป้ายชื่อของมหาวิทยาลัย ที่ทำจากไม้สีเขียว ตัวอักษรสีขาวที่มีความคลาสสิคสุดๆ ถ้ามีโอกาสได้ผ่านไปสนามจันทร์ เป็นต้องถ่ายรูปคู่ป้ายนี้ทุกครั้งเรยยยยยยย

และทั้งหมดนี้เป็นความประทับใจและความทรงจำดีๆ ที่เกิดขึ้น ณ ที่แห่งนี้ “มหาวิทยาลัยศิลปากร” อันเป็นที่รัก

——————————————————————-

ขอขอบคุณ : ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต , Kittiwut Jutaputthi By Accept pixs , Silpakorn-U